go




วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546


ข่าวหน้าหนึ่ง

บทบรรณาธิการ

ทัศนะวิจารณ์

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจการเงิน

ธุรกิจการตลาด

การเมือง

กรุงเทพไอที

ไอที-อินเทอร์เน็ต

คุณภาพชีวิต

นวัตกรรม

ต่างประเทศ

กีฬา

จุดประกาย



เสาร์สวัสดี
จุดประกายวรรณกรรม

กรุงเทพวันอาทิตย์

@Taste

กรุงเทพ Auto

SciTech

Biz & Money

เนชั่นสุดสัปดาห์

ไขปัญหาภาษี



กองทุนยานยนต์แนะเถ้าแก่รวมตัว เพิ่มอำนาจต่อรองขายชิ้นส่วนรถ

สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วน กระตุ้นผู้ประกอบการปรับตัว รับมือการแข่งขัน ทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และต้นทุน แนะทิ้งความเป็นเถ้าแก่รวมกลุ่มเพิ่มอำนาจต่อรอง ด้านกองทุนยานยนต์ประกาศพร้อมร่วมลงทุน หากต้องการขยายกิจการ วงเกินไม่เกิน 39 ล้าน

วานนี้ (5 พ.ย.) บริษัท หลักทรัพย์จัดการเงินร่วมลงทุน วีเน็ท จำกัด ในฐานะผู้บริหาร กองทุนยานยนต์ไทย บริษัท ไทยออโตโมทีฟ วีซีเอฟ จำกัด จัดสัมมนาเรื่อง "เอสเอ็มอีไทย ก้าวไกลในอุตสาหกรรมยานยนต์" ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 200 คน

นายโตโยฮารุ ฟูจิโมโต ผู้เชี่ยวชาญพิเศษและที่ปรึกษากองทุนไทย ออโตโมทีฟ วีซีเอฟ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการเติบโตที่ดี หลังจากพ้นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ยังมีการขยายตัวด้านการส่งออก ทำให้ภาคการผลิตเพิ่มสูงขึ้น คาดว่า ในปี 2553 การผลิตรถยนต์ในไทยจะมีจำนวน 1.8-2 ล้านคัน ซึ่งก็จะมีผลทำให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนที่อยู่ในกลุ่ม เทียร์ 1 (1st tier:ส่งตรงเข้าโรงงานประกอบรถยนต์) ทั้งหมด เป็นธุรกิจคนไทย 30% แต่กลับมียอดรายได้เพียงแค่ 10% เท่านั้น ขณะที่ เทียร์ 2 (2nd tier:ส่งชิ้นส่วนให้กับเทียร์ 1) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคนไทย ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการการสนับสนุน และพัฒนาตัวเอง

นายสุขใจ เหลืองมีกุล อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์มีการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะการเข้ามาดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างชาติ ทำให้ผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยได้รับผลกระทบ ทำให้ต้องเร่งพัฒนาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งปัจจุบันการสั่งซื้อชิ้นส่วนของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ก็มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องปรับตัวให้ได้

ค่ายรถเปลี่ยนรูปแบบจัดซื้อ

นายนิกร ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทรถยนต์จะเพิ่มรายละเอียดสำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วน จากแต่เดิมที่เน้น ในเรื่อง คิวซีดี (Quality Cost Delivery) คือ คุณภาพ ราคา และการจัดส่งตามเวลา ได้เพิ่มเติมรายละเอียดอีก 2 รายการเป็น คิวซีดีอีเอ็ม (Engineering Management) คือ เรื่องของวิศวกรรม และการบริหารจัดการ

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เช่น เรื่องของการขนส่ง ปัจจุบันโรงงานประกอบรถยนต์จะให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนจัดส่งให้ตรงตามเวลาที่ต้องการ โดยที่ไม่มีการสต็อกสินค้า ดังนั้น หากผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่มีการบริหารจัดการที่ดีก็จะไม่สามารถทำได้ จึงได้เพิ่มเติมส่วน การบริหารจัดการเข้าไปด้วย

นอกจากนั้น ในรูปแบบการจัดส่งก็มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน เช่น ในส่วนของโตโยต้า แต่เดิมที่ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างคนต่างส่ง ก็ให้รวมกลุ่มกันที่บริษัทหนึ่ง และประกอบชิ้นส่วนสำเร็จรูปก่อนส่งมอบให้กับโรงงานโตโยต้า เช่น แผงประตู เป็นต้น

แนะรายย่อยรวมกลุ่มวางแผนธุรกิจ-ผลิต

นายสุขใจ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในอุตสาหกรรมรถยนต์ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทำให้พบปัญหาว่าหลายๆ ค่ายไม่มีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเองเพียงพอ ดังนั้นจึงเห็นว่า แนวทางหนึ่งก็คือ การรวมตัวกันเป็นกลุ่ม (cluster) ซึ่งผลประโยชน์ที่จะตามมาก็เช่น การร่วมกันวางแผนธุรกิจและการผลิต ไม่ให้แข่งขันกันเอง การพัฒนาบุคลากรร่วมกัน รวมถึงการเพิ่มอำนาจในการซื้อวัตถุดิบ เพราะการซื้อในปริมาณมากขึ้น จะทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลง

สำหรับแนวทางการสร้างรายได้ของผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งของไทย นอกจากการส่งให้กับโรงงานประกอบรถยนต์แล้ว ก็คือ การหาตลาดส่งออก ซึ่งในปีที่ผ่านมา การส่งออกทั้งหมดมีมูลค่า 1,037 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนยอด 9 เดือนในปีนี้ มีทั้งสิ้น 979 ล้านดอลลาร์

"อย่างไรก็ตาม การส่งออกได้รับผลกระทบจากคู่แข่งขัน ซึ่งขณะนี้ในส่วนของจีนก็น่ากลัว เขาทำราคาได้ดีกว่า เพราะรัฐสนับสนุนสินค้าส่งออกทุกประเภท 18% บวกกับค่าเงินหยวนที่ปัจจุบันอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง 30% เท่ากับว่า ตรงนี้จีนจะได้เปรียบราคา 48%" นายสุขใจ กล่าว

รองประธานยัวซ่า แนะระดมทุน

นายศุภวัส พันธุ์วัฒน์ รองประธานผู้บริหาร บริษัท ยัวซ่า แบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การพัฒนาของชิ้นส่วนไทย จำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ซึ่งในส่วนของผู้ที่ไม่มีทุนเพียงพอ ก็จะต้องพยายามหาแหล่งเงิน ซึ่งมีหลายรูปแบบ แต่ในส่วนของยัวซ่าเห็นว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยัวซ่าได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้เป็นแนวทางที่ดี เพราะได้เงินรวดเร็ว และไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ยเช่นการกู้เงินจากธนาคาร

"เจ้าของกิจการก็ต้องทำใจให้ได้ว่า ความเป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของจะต้องเปลี่ยนไป ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ การถือหุ้นในสัดส่วนที่น้อยลง แต่มีรายได้มากขึ้น เป็นเรื่องที่คุ้มค่า" นายศุภวัสกล่าว

กองทุนพร้อมร่วมทุน 39 ล้าน

ทางด้านตัวแทนจากกองทุนยานยนต์ไทย กล่าวว่า ในส่วนของกองทุนซึ่งก่อตั้งขึ้นในเดือน เม.ย.ปีนี้ และมีขนาดกองทุน 260 ล้านบาท มีความพร้อมที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการรายย่อยในการพัฒนาองค์กร ด้วยการเข้าไปร่วมทุนด้วย โดยที่กองทุนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการ เพียงแต่อาจประชุมร่วมกันเพื่อติดตามผลไตรมาสละ 1 ครั้ง

ทั้งนี้ การร่วมทุนดังกล่าว กองทุนจะเข้าไปร่วมลงทุนไม่เกิน 39 ล้านบาท และมีระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี คือ เมื่อถึงเวลาดังกล่าว และธุรกิจมีศักยภาพที่ดี กองทุนจะถอนตัวออกมา ส่วนจะเป็นรูปแบบไหนนั้นจะต้องเจรจากันในรายละเอียดก่อนการร่วมลงทุน

บิลด์ จัดโครงการผู้ซื้อพบผู้ขายครั้งที่ 79-82

ทางด้าน นายวิศาส ตันฑวิเชียร หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม (BUILD) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บิลด์ จะจัดโครงการโครงการผู้ซื้อพบผู้ขาย ครั้งที่ 79-82 ขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 พ.ย.นี้ โดยจะมีการนำผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ เข้าเยี่ยมชมกิจการ และหารือร่วมกับฝ่ายจัดซื้อชิ้นส่วนของ 4 บริษัทใหญ่ คือ โตโยต้า ออโต้อัลลายแอนซ์ (โรงงานฟอร์ด มาสด้า) ฟอร์ด โอเปอร์เรชั่น และมิตซูบิชิ โดยจะเน้นการหาชิ้นส่วนเพื่อทดแทนการนำเข้า


 



About Us I Suggestion I Site Map I GetThaiFont | Contact Us I Privacy Policy

copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept.
All Right Reserved, Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com